ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากอะไร ใครเสี่ยงเป็นได้บ้าง ?
ศูนย์ : ศูนย์กระดูกสันหลัง
บทความโดย : นพ. บดินทร์ วโรดมวนิชกุล
โรคกระดูกสันหลังเสื่อมไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่สามารถพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานนาน ก้มเล่นโทรศัพท์ ยกของผิดท่า หรือขาดการออกกำลังกาย อาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวังคือปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงแขนหรือขา ชา อ่อนแรง และเคลื่อนไหวลำบาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการกดทับเส้นประสาท การตรวจวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา กายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรม หรือการผ่าตัดในรายที่มีอาการรุนแรง จะช่วยชะลอความเสื่อม ลดอาการปวด และป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลายคนมักเข้าใจว่าโรคกระดูกสันหลังเสื่อม เป็นภาวะที่มักเกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความจริงแล้ว คนวัยทำงานหรือแม้แต่วัยรุ่นก็มีความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลังโดยตรง เช่น นั่งทำงานนาน ก้มเล่นโทรศัพท์เป็นประจำ หรือยกของผิดท่า
เพื่อให้เข้าใจว่าโรคกระดูกสันหลังเสื่อมใกล้ตัวกว่าที่คิด การรู้จักสาเหตุ อาการ กลุ่มเสี่ยง วิธีรักษา และแนวทางป้องกัน จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพกระดูกสันหลังได้อย่างเหมาะสมในทุกช่วงวัย
สารบัญ
- โรคกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร ?
- กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากอะไร ?
- ทำไมคนอายุน้อยก็เป็นกระดูกสันหลังเสื่อมได้ ?
- กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
- ปวดหลังแบบไหน เสี่ยงกระดูกสันหลังเสื่อม ?
- กระดูกสันหลังเสื่อม VS อาการปวดหลังทั่วไป ต่างกันอย่างไร ?
- กระดูกสันหลังเสื่อม รักษาอย่างไร ?
- เคล็ดลับป้องกันกระดูกเสื่อมในทุกช่วงวัย
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังเสื่อม (FAQs)
- ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
โรคกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร ?
โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือภาวะที่หมอนรองกระดูก ข้อต่อกระดูกสันหลัง หรือกระดูกบริเวณแนวสันหลังเกิดการเสื่อมสภาพ แตกหัก หรือทรุดตัวลงตามกาลเวลาและการใช้งาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรับแรงกระแทกลดลง ทำให้เกิดอาการปวดหลัง เคลื่อนไหวลำบาก หรืออาจมีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก
ภาวะนี้สามารถเกิดได้ในหลายบริเวณ ดังนี้
- กระดูกสันหลังส่วนคอ มักมีสาเหตุมาจากการก้มหรือแหงนคอบ่อย ๆ ทำให้มีอาการปวดคอร้าวลงแขน
- กระดูกสันหลังส่วนอก พบได้น้อยกว่าส่วนอื่น แต่หากเกิดขึ้นมักสัมพันธ์กับท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
- กระดูกสันหลังส่วนเอว เป็นส่วนที่พบปัญหาได้บ่อยที่สุด ทำให้มีอาการ ปวดหลังร้าวลงขา
โดยเฉพาะบริเวณเอวและคอ ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักและใช้งานมากที่สุดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบิดตัว การก้ม-เงย หรือการแบกรับน้ำหนักตัว ทำให้ทั้งสองส่วนนี้เกิดความเสื่อมสภาพได้ง่ายและรวดเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ
กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากอะไร ?
หลายคนอาจตั้งคำถามว่าภาวะกระดูกเสื่อมเกิดจากอะไร โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง และเราจะสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุหลักของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้
- อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออายุมากขึ้นจะทำให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่นและปริมาณน้ำภายในหมอนรองกระดูกลดลง
- นั่งหรือยืนท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้เกิดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกชิ้นเดิมซ้ำ ๆ ส่งผลให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ ขาดเลือดไปเลี้ยง
- ยกของหนัก หรือใช้งานหลังซ้ำ ๆ การแบกหามหรือก้ม ๆ เงย ๆ ในการทำงานประจำวัน ทำให้ข้อต่อกระดูกสึกหรอเร็วขึ้น
- น้ำหนักตัวเกิน น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้กระดูกสันหลัง โดยเฉพาะส่วนเอวต้องรับแรงกดมากขึ้นตลอดเวลา
- อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บสะสม เนื่องจากการล้ม การกระแทก หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาในอดีต อาจส่งผลให้โครงสร้างกระดูกสันหลังไม่มั่นคง
- กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง เมื่อกล้ามเนื้อท้องและหลังอ่อนแอ กระดูกสันหลังจึงต้องรับภาระในการพยุงร่างกายทั้งหมดเพียงลำพัง
- พันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โครงสร้างกระดูกที่สืบทอดทางสายเลือด รวมถึงการสูบบุหรี่ซึ่งลดการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูก ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นชั้นดี
ทำไมคนอายุน้อยก็เป็นกระดูกสันหลังเสื่อมได้ ?
ในปัจจุบัน ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคกระดูกสันหลังเสื่อมพบได้เร็วขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเดิมที่เคยคิดว่าเป็นโรคของคนแก่ แต่ตอนนี้วัยรุ่นและคนทำงานออฟฟิศกลับเดินเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการนี้มากขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมยอดฮิต เช่น
- นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน โดยมักมีพฤติกรรมการนั่งแช่อยู่กับที่ในท่าเดิม ไม่มีการลุกขยับขยาย ร่างกายจะเกิดการสะสมความเครียดที่กระดูกส่วนล่าง
- ก้มเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานาน การก้มหน้าทำมุม 60 องศาเพื่อมองจอสมาร์ตโฟน จะเพิ่มน้ำหนักกดทับลงบนกระดูกสันหลังส่วนคอมากถึง 27 กิโลกรัมเลยทีเดียว
- ออกกำลังกายผิดท่า หรือหักโหมเกินไป การเล่นเวตเทรนนิงด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือการบิดตัวอย่างรุนแรงในกีฬากลางแจ้ง
- ขาดการออกกำลังกาย วัน ๆ เอาแต่นั่งทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแรงและไม่สามารถช่วยพยุงกระดูกสันหลังได้
- นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ และมีภาวะเครียดสะสม ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัวตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณกระดูกสันหลัง
แม้แต่วัยรุ่นหรือคนวัยทำงานที่ต้องนั่งเรียน นั่งทำงาน หรือขับรถนาน ๆ ก็อาจเริ่มมีภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยได้เช่นกัน หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงจะเกิดอาการกระดูกสันหลังเสื่อม หรือข้อกระดูกเสื่อม มีดังต่อไปนี้
- พนักงานออฟฟิศ ที่นั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่ปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง
- ผู้ที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ เช่น พนักงานขนส่งสินค้า ผู้ใช้แรงงาน หรือแม้แต่มือใหม่ที่ชอบยกของหนักในบ้าน
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน กลุ่มนี้กระดูกสันหลังจะต้องทำงานหนักกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า
- นักกีฬา หรือผู้ที่ใช้งานร่างกายหนัก เช่น นักยกน้ำหนัก นักฟุตบอล หรือผู้ที่ต้องบิดเอี้ยวตัวอย่างรุนแรง
- ผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติทางชีวภาพ
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม พันธุกรรมมีส่วนทำให้โครงสร้างกระดูกบางคนเสื่อมเร็วกว่าปกติ
ปวดหลังแบบไหน เสี่ยงกระดูกสันหลังเสื่อม ?
หากต้องการทราบว่าตนเองเข้าข่ายหรือไม่ การสังเกตภาวะข้อกระดูกเสื่อม และเช็กอาการปวดหลังผิดปกติเบื้องต้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับอาการที่ควรระวังและไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ได้แก่
- ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณคอหรือเอว เป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 2-3 สัปดาห์
- ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการปวดแปลบวิ่งจากคอลงไปถึงปลายมือ หรือจากเอวร้าวลงไปถึงปลายเท้า
- ชา อ่อนแรง หรือรู้สึกเหมือนไฟช็อต สัญญาณเตือนว่าเส้นประสาทเริ่มถูกกดทับอย่างรุนแรง
- ปวดมากขึ้นเมื่อนั่งนาน ยืนนาน หรือก้มตัว อาการจะเด่นชัดขึ้นเมื่อกระดูกสันหลังต้องรับแรงกดดัน
- เคลื่อนไหวลำบาก หลังตึง แข็ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาตื่นนอนตอนเช้า ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะขยับตัวได้
- อาการไม่ดีขึ้นแม้พักผ่อน นอนพักแล้วก็ยังรู้สึกปวดลึก ๆ อยู่ภายใน
- ปวดจนรบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เริ่มส่งผลต่อจิตใจ ทำให้นอนไม่หลับและอารมณ์แปรปรวน
กระดูกสันหลังเสื่อม VS อาการปวดหลังทั่วไป ต่างกันอย่างไร ?
เพื่อความชัดเจนในการแยกแยะอาการ เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโรคกระดูกสันหลังเสื่อมและอาการปวดหลังทั่วไป ได้ดังนี้
กระดูกสันหลังเสื่อม รักษาอย่างไร ?
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและอาการของผู้ป่วยแต่ละคน โดยแพทย์จะเน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพและการลดความเจ็บปวด เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
สำหรับผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง แพทย์จะแนะนำวิธีประคับประคองอาการ โดยมีดังต่อไปนี้
- ใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบ เพื่อควบคุมอาการปวดในระยะเฉียบพลัน
- กายภาพบำบัด โดยการทำอัลตราซาวนด์ ดึงคอ ดึงหลัง และการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัว
- ปรับพฤติกรรม ในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนั่ง การยืน และการยกของให้ถูกต้อง
- ควบคุมน้ำหนัก ลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เพื่อลดน้ำหนักตัวและลดแรงกดต่อกระดูกสันหลัง
- ฉีดยาลดการอักเสบ หรือการบำบัดรักษาเฉพาะจุดในบางกรณี เช่น การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection)
การรักษาด้วยการผ่าตัด
ในกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาทรุนแรง มีอาการชา แขนขาอ่อนแรง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเต็มที่แล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 6-12 สัปดาห์ หมอผ่าตัดกระดูกสันหลังอาจพิจารณาการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว เช่น
- ผ่าตัดหมอนรองกระดูก (Discectomy) นำส่วนที่ยื่นไปกดทับเส้นประสาทออก
- ผ่าตัดขยายโพรงเส้นประสาท (Decompression) ตกแต่งกระดูกหรือเอ็นที่หนาตัวขึ้นจนเบียดเส้นประสาท
- ผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลัง (Spinal Fusion) ในกรณีที่กระดูกสันหลังขาดความมั่นคงหรือเคลื่อนหลุด
นอกจากนี้ การผ่าตัดยังมีความแม่นยำและปลอดภัยสูงด้วยการใช้ระบบนำวิถีด้วยคอมพิวเตอร์ O-arm Navigation ซึ่งสามารถสร้างภาพกระดูกสันหลังแบบสามมิติแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างกระดูกสันหลังได้อย่างชัดเจนตลอดการผ่าตัด ส่งผลให้การวางตำแหน่งอุปกรณ์และการผ่าตัดเป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังมีการลดอาการปวดหลังผ่าตัดด้วยการฉีดยาชาบริเวณรอบเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nerve Block) ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการใช้ยาแก้ปวด ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วขึ้น ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และฟื้นตัวกลับสู่การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว
เคล็ดลับป้องกันกระดูกเสื่อมในทุกช่วงวัย
แม้ความเสื่อมของกระดูกตามวัย จะหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัยได้ด้วยวิธีเหล่านี้
- หลีกเลี่ยงการนั่งท่าเดิมนานเกินไป ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ลุกขึ้นยืน เดิน หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุก ๆ 30-60 นาที
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การว่ายน้ำ เล่นโยคะ หรือการเวตเทรนนิงเบา ๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เพื่อไม่ให้ดัชนีมวลกาย (BMI) เกินมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยลดภาระของกระดูกสันหลังส่วนเอวได้อย่างดีเยี่ยม
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูงและวิตามิน D เพื่อช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงอยู่เสมอ สำหรับกรณีภาวะกระดูกเสื่อมในผู้สูงอายุ หากรักษาด้วยการรับประทานอาหารเสริมตามแพทย์สั่ง ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมได้ดี
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักผิดท่า ห้ามก้มหลังลงไปยกของเด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธีย่อเข่าลงแล้วใช้แรงจากต้นขาในการพยุงตัวขึ้นแทน
- จัดท่านั่งทำงานให้เหมาะสมตามหลัก Ergonomics โดยหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา เก้าอี้ต้องมีที่ซัพพอร์ตหลังส่วนล่าง และฝ่าเท้าวางราบกับพื้นพอดี
อาการปวดหลัง ชาปลายแขนปลายขา หรือความผิดปกติของการเคลื่อนไหว อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัย แม้อาการในระยะแรกอาจดูไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการกดทับเส้นประสาทได้
การสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและลดโอกาสเกิดอาการเรื้อรัง
ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงหมอผ่าตัดกระดูกสันหลังที่มีประสบการณ์ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: 02-450-9999 ต่อ 1148-1149
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังเสื่อม (FAQs)
-
Q: กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากอะไร และใครบ้างที่เสี่ยงเป็น ?
A: กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของหมอนรองกระดูก ข้อต่อ และโครงสร้างของกระดูกสันหลังตามอายุ รวมถึงพฤติกรรมที่ทำให้กระดูกสันหลังรับแรงกดมากเกินไป เช่น นั่งทำงานนาน ยกของหนัก น้ำหนักเกิน หรือบาดเจ็บสะสม กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ พนักงานออฟฟิศ ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
-
Q: กระดูกสันหลังเสื่อม อาการเป็นอย่างไร ปวดหลังแบบไหนควรระวัง ?
A: อาการที่ควรระวัง ได้แก่ ปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอหรือเอว ปวดร้าวลงแขนหรือขา ชา อ่อนแรง หลังตึงแข็ง และอาการไม่ดีขึ้นแม้พักผ่อน หากปวดมากขึ้นเมื่อนั่งนาน ยืนนาน หรือก้มตัว ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
-
Q: กระดูกสันหลังเสื่อมต่างจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างไร ?
A: กระดูกสันหลังเสื่อมเป็นภาวะเสื่อมของโครงสร้างกระดูก ข้อต่อ และหมอนรองกระดูกตามอายุหรือการใช้งาน ส่วนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือภาวะที่หมอนรองกระดูกโป่งหรือแตกจนกดทับเส้นประสาท ซึ่งอาจเกิดร่วมกับภาวะเสื่อมได้
-
Q: กระดูกสันหลังเสื่อมรักษาหายขาดได้หรือไม่ ?
A: ภาวะเสื่อมไม่สามารถทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ทั้งหมด แต่สามารถรักษาและชะลอการเสื่อม รวมถึงลดอาการปวดและช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
-
Q: ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการแบบไหน ?
A: หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงแขนหรือขา ชา อ่อนแรง หรืออาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
แพ็กเกจ/โปรโมชั่น
บทความทางการแพทย์ศูนย์กระดูกสันหลัง
